ไม่เก่งไม่เป็นไร ขอให้ใจนั้ยังมี สักวันคงถึงที ที่ฝันนี้สำเร็จพลัน

Chaiwat's posts with tag: diary

What are tags? You can give your posts a "tag", which is like a keyword. Tags help you find content which has something in common. You can assign as many tags as you wish to each post.
View posts by people in your network with tag diary
พี่ตี๋ท่านนี้เป็นใคร ไม่ใช่เฮียตี๊่ที่อยู่ลำปางแน่ครับ ผมก็ไม่ได้รู้จักเขามาก่อน แต่รู้จักผ่านหัวข้อที่พี่ตี๋โพสต์ไว้ในสวัสดีมัลติพลาย ในวันที่ 30 พ.ย. ตรงนี้

http://sawasdeemultiply.multiply.com/photos/album/128?replies_read=2 (เสียตายแพ้เจ้านู๋ชิคไปก้าวเดียว อิอิ)

ผมก็แสดงความเห็นของผมไป แล้วด้วยความสอดรู้สอดเห็น สอดเป็นสอดรอด เลยแวะไปเยี่ยมบ้านของพี่ตี๋ โอ้โห รูปเจ๋งๆพรึ่บ เยอะมาก!!! ผมก็เลยจิ้มๆ เปิดๆดู รูป portrait เยอะมาก เป็นแนวที่ผมไม่ถนัดด้วย แต่ออกมาสวยมาก ทั้งมุมทั้งแสง (คือสว่นตัวผมจะชอบแสงสะท้อนบนผมคนอยู่แล้ว) แต่ก็ไม่ได้ปลื้มเรื่องภาพ portrait อะไรนักเลยยังไม่ได้เม๊นต์อะไร แบบว่ากลัวโดนถีบ

แล้วพี่ก็เขาแวะมาขอบคุณที่ให้กำลังใจเขาในวันที่ 2 ธ.ค. ก็เลยทักไปใน guestbook ของพี่เขา จากนั้นเรื่องราวดีๆก็เลยเกิดขึ้น

ผมทักไปว่ารูปสวยดี ท่าทางอาวุธจะเยอะ พี่เขาก็ตอบมาใน PM อธิบาย ในวันที่ 3 ธ.ค. ว่าใช้กล้อง D40x กับเลนส์มือหมุน แถมเป็นเลนส์ fix แต่มีทุกระยะเลย อาวุธครบเครื่องจริงๆ จะลุยทั้งประชิดตัว ระยะไกล ก็ได้

จากนั้นการซักถามด้วยความรู้เท่าหางอึ่งของผมก็เริ่มขึ้น อาวูธแบบนี้ พี่เล่นกล้องมากี่ปี พี่เขาก็ตอบมาว่า รวมๆก็ 22 ปี ได้ แถมแนะนำด้วยว่าปัจจัยหลักของการถ่ายภาพไม่ใช่กล้องแต่เป็นคนถ่าย กล้องเป็นอุปกรณ์

แล้วผมก็ไม่ได้คุยนอกจากแวะไป HBD พี่เขา ในวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่พอจะต้องไปจีนวันพรุ่งนี้ ก็เลยอยากได้กล้องเพื่อเอาไปฝึก ผมก็คิดว่าจะฝึกก็เอาแบบว่าใช้งานได้ไปลุยเลย อ่านหนังสือเรื่อง f-stop iso shutterspeed มานิดหน่อย เริ่้มซ่า ตามด้วยการอ่าน review กล้องมาอย่างมากมาย อ่านเป็นบ้าเป็นหลังเลย (ตอนแรกอ่าน D80 แต่ฟังในหลวงพูดเรื่องความพอเพียงละทุรนทุราย มันร้อนผีอยู่ไม่ได้) ก่อนตัดสินใจลดงบเป็น D40x แต่ก็ยังคาใจหลายๆเรื่อง

เลยไปถามพี่ตี๋ในวันที่ 6 ธ.ค. ผมก็ถามไปตามความง่าวว่า ทำไมพี่ใช้ตัวนี้ มันมีข้อดีอยู่ แต่ข้อเสียก็เยอะนะ พี่เขาอธิบายมายาวมาก ไม่ขอยกมานะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นพงศาวดารซะก่อน คือ พี่เขาให้เหตุผลขัดเจนมาก ว่ามันไม่ได้มีข้อเสียอย่างนั้น เพราะอะไร แล้วใช้งานอะไรได้บ้าง แล้ว่ต่อด้วยแนวความคิดในการใช้กล้องว่า พี่เขาไม่พึ่งความสามารถกล้อง แต่ใช้ความสามารถตัวเองเป็นหลัก

คุยต่ออีกนิดนึง พี่ก็บอกว่า วันที่ 7 ธ.ค. พี่เขาว่างตั้งแต่ช่วงบ่าย ผมจะไปคุยก็ได้ เขาจะเอากล้องมาให้ลอง!?!? ผมอึ้งเลย คุยกันแค่ ไม่กี่ครั้งเอง แต่ยังกับรู้จักพี่เขามาหลายปีแล้วเลย คุยกันนับครั้งได้ แถมไม่ได้สนิทอะไรขนาดนั้น ไอ้ผมก็ชั่งใจอยู่พักนึงเลย เอาไงฟะ ก็คิดว่า เอาดิ ไม่เสียหาย ได้รู้จักพี่อีกคนนึงจะเป็นไร

วันที่ 7 ผมก็ไปสยามคลำหา centerpoint ตอนประมาณ บ่ายสอง พอเจอกันไปคุยกันตั้งแต่ บ่ายสองครึ่ง 1430 จนถึงประมาณ 1930 เลย

ในการบรรยายครั้งนี้ ผมเห็นว่าพี่เขาอ่านความคิดผมออกตั้งแต่ตอนที่จะเลือกซื้อกล้อง ผมไม่ชอบเลนส์ kit อย่างนู้นอย่างนี้ พี่เขาก็ให้เหตุผลอย่างดีจนผมต้องเห็นด้วยจริงๆว่า ไม่ต้องใช้กล้องเทพเลนส์เซียน มันก็สร้างภาพดีๆได้ มันอยู่ที่การฝึก มุมมอง

พี่เขามีแนวความคิดแปลกดี อย่างที่ไปก่อนหน้าแล้วว่า เขาไม่เน้นความสามารถกล้อง พี่เขาแนะนำให้ผมคิดทุกครั้ง ฝึกประเมินค่าแสง!?!? ก่อนจะกด shutter (ปกติไม่เคยจำค่าอะไรเล้ย เหอๆ) คิดถึงภาพที่อยากได้ก่้อน ฝึกให้คล่อง ประเมินระยะระหว่างตัวผมกับวัตถุ (โอ้ว อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ ปกติประเมินมั่วทุกครั้ง จนเลิกไปละ สั่ง auto มันอย่างเดียวไปเลย)

ผมว่าบริษัทกล้องต้องไม่ชอบแนวความคิดพี่เขาแน่ๆ ที่ไม่ต้องการใหพึ่งความสามารถกล้อง แต่เน้นไปที่ความสามารถของผู้ใช้เป็นหลัก กล้องมีอะไร ให้ใช้มันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก่อน ขนาดผมจะซื้อ D40x พี่เขายังเบรกเลย แถมเสนอว่าให้ใช้ W7 จนพรุนก่อน โดยให้เหตุผลว่า หลักการถ่ายภาพพื้นฐานมันอยู่ที่การจัดองค์ประกอบ การอ่านค่าแสง การกำหนด iso และการเลือกความเร็วชัตเตอร์ ซึ่ง compact ก็ทำได้ o_O'a เอาดิ สุดยอดเลยครับ เกิดมาพึ่งเคยเจอจริงๆ (เจอคนแบบนี้เยอะ บริษัทกล้องต้องน้ำลายฟูมปากแน่ๆ อิอิ) แต่ผมคงขอดื้อรั้นเรื่องนี้หน่อยแหละ แหะๆ อันนี้เป็นความอยาก อยากเล่นกล้องแล้วเอามือหมุน (ชอบมากตั้งแต่ Canon 35mm ของญาติแล้ว ได้จับเล่นอยู่ 3 ครั้งเอง - -'a) แบบว่ารอ minolta ของคนรู้จัก แต่เขาชิงเอาไปซ่อมซะก่อน -*-

พี่เขาก็ไม่บังคับนะว่าผมต้องทำตามที่พี่เขาบอก มันอยู่ที่ตัวผม และความพร้อมของผม เออ ดีแฮะ ไม่บีบด้วย ครูอาจารย์ในประเทศไทยน่าจะมาศึกษาแนวความคิดของพี่เขานะ แบบนี้แหละ child center จริงๆ ให้แนวทางเอาไว้ แล้วไปปฏิบัติเอาเอง สุดยอด

แล้วพี่เขาก็แนะวิธีการฝึก (สุดยอดวิชาที่ต้องการความ "ถึก") คือ กำหนดคอนเซปต์การบ้านที่จะถ่ายเอาไว้ แล้วกำหนดจำนวนรูปสูงสุดที่สามารถถ่ายได้ แล้วเลือกรูปที่ "ดีทีั่สุด" พร้อมให้เหตุผลประกอบ ว่าเพราะอะไร โดยกำหนดว่ารูปที่ถ่ายไปทั้งหมด "ห้ามลบ" (เตรียมซื้อ HDD เก็บรูปได้เลย) และครั้งต่อๆไปให้ลดจำนวนรูปลงตามความลำบากใจ จนเหลือ 1 รูป

ซึ่งรายละเอียดตรงนี้ผมต้องไปศึกษาข้อมูล คิด วางแผนเอาเอง เหมือนทำปะเจคเลย ตอนเรียนยังไม่เท่านี้เลยละ เหอๆ ซึ่งหนังสือพื้นฐานการถ่ายภาพด้วยกล้องฟิลม์ก็มีแล้ว อ่านไปอย่างที่บอกแค่ f-stop, iso, shutterspeed เท่านี้เอง ไม่ละเอียดด้วย ยังไม่รู้เรื่ององค์ประกอบเลย มีการบ้านต้องทำอีกเยอะ

เป็นการพูดคุยที่ยาวมาก พี่เขาบอกว่าปกติเขาไม่ค่อยว่าง (ทำงานด้านสื่อก็งี้แหละ) เลยต้องอัดให้รววดเดียว ซึ่งชุดนี้เป็นบทแรกเองละ เหอๆ วางไว้ละว่าปีหน้าจะเริ่มการบ้าน ขอไปศึกษาหน่อยว่าจะต้องมีอะไรบ้าง ก่อนการถ่ายภาพ จะได้ตั้งการบ้านให้ตัวเองเหมาะๆ อิอิ

กลับมาบ้านมึนหัวเลย สมองประมวลผลไม่ทัน ทั้งเหนื่อยทัง้เครียดเลย ไซนัสออกอาการ ทั้งจามทั้งน้ำมูกไหล กล้ามเนื้อนี่ตึงทั้งตัว แต่ผมว่ามันคุ้มนะ อยากได้อะไรต้องทุ่มกับมันจริงๆ เป็นบทเรียนที่ดีก่อนไปจีนจริงเลย  

ได้มาจากเพื่อนแหม่ม ปรากฏว่าเป็นมนุด อุซะ เพดชาย ก็ตรงดี จะมาลองดูมันก็ค่อนข้างตรงทั้งการรับข้อมูล และการส่งข้อมูลจิงๆแฮะ 















Blog Entryบนความแตกต่างNov 27, '07 12:03 PM
for everyone
อันความคิด กะจิ๊ดริด ชีวิตผม
มักชื่นชม ให้สม ความโง่เขลา
ที่ถือดี อวดเด่น เล่นไม่เบา
คิดว่าเรา ฉลาดล้ำ นำเกินจริง

คิดอะไร มองไป ไม่ครบด้าน
มองปราดผ่าน ก็ตีความ ด้วยความหยิ่ง
รู้อะไร ไม่รู้ มันจริงจริง
เดี๋ยวก็ทิ้ง วิ่งห่าง ไปกลางคัน

พอคนซัก หนักเข้า เราก็ป่วน
เหมือนเครื่องรวน จวนดับ บังคับคั้น
ผ่านมาได้ เหมือนเฉียดไฟ บรรลัยกัลป์
น่าขบขัน  โง่เง่า เอาเสียจริง

ยกตนเอง ขึ้นตั้ง เมื่อครั้งใด
มันป่วนให้ วุ่นวาย ยิ่งผีสิง
แสนเก่งกาจ ขุดโง่ โชว์เสียจริง
หาใช่สิ่ง สมควร ชวนฝันไป

ผมนทำร้าย ใครใคร ไปมากอยู่
ใครไม่รู้ เท่าที่ดู ก็คนใกล้
ได้รับแผล กรีดเฉือน เชือดหัวใจ
แผลนี้ไซร้ ไร้ยา มาดูแล

ผมต้องการ รักใหม่ ที่ใหญกว้าง
รักที่ต่าง เพื่อมา รักษาแผล
ทั้งแผลผม แผลของคน ถูกรังแก
คือรักแท้ ใช่แค่ คำหวานโปรย

น่ายินดี อย่างนี้ ที่มาพบ
รักที่ครบ บริบูรณ์ ไม่ต้องโหย
มันหวานชื่น หวานล้ำ ทองคำโรย
รักที่โหย ที่หา มาแสนนาน

ผมขอบคุณ พระคุณ ของพระเจ้า
มากเกินกล่าว คำใด ในโวหาร
พระองค์ให้ รักอยู่ คู่ทุกกาล
รักยืนนาน นานแน่ แท้มั่นคง

รักพระองค์ เปิดโลก มุมมองใหม่
ที่สดใส สดสว่าง ทางไม่หลง
เพราะรักเปิด ตาใจ เห็นทางตรง
ไม่พะวง เพราะพระองค์ ทรงเคียงกาย

ก้าวต่อไป วันใหม่ ในโลกนี้
มันต้องดี ยิ่งขึ้น เป้นไหนไหน
เพราะว่ามี พระผู้ช่วย อยู่แล้วไง
เดินต่อไป ก้าวใหม่ ในพระองค์

Blog EntryบิดเบือนNov 26, '07 12:25 AM
for everyone
Distortion เป็นคำที่ถูกใช้ในหลายๆวงการ ทั้งดนตรี ใครเล่นกีต้าร์ไฟ ก็คงรู้จักคำนี้ (แม้ผมยังแยกไม่ออกระหว่าง Distortion Metal Zone และจะอะไรก็ว่าไปเหอะ) ส่วนกล้องนั้นก็เป็นภาพที่บิดเบี้ยวไปตามความโค้งของเลนศ์จะเห็นชัดเมื่อใช้พวก Tele มาถ่ายภาพระยะใกล้ ภาพจะโค้งๆให้เห็น

แต่สำหรับตัวผมตอนนี้ มันคงเป็น mind distortion ที่อยู่ๆ ก็เกิดอาการหงุดหงิด แบบไม่มีเหตุผล เอ้อ!?!? งง เหมือนกัน - -'a ชีวิตศิลปินมากไปมั้ง 555

ความคิดบูดเบี้ยวมันแต่กว่านมบูด ข้าวบูด หรืออะไรที่มันบูดๆอีก เพราะความคิดบูด มันมองไม่ค่อยเห็น ต้องคอยเดาจากการแสดงออก ซึ่งไอ้ผมมันก็เนียนๆ ทำให้ดูนิ่งๆได้ แบบว่าน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา เอ้ย น้ำนิ่งไหลลึก ถ้ามันบูดออกมาตรงๆเลยก็คงจะจัดการมันง่ายหน่อย และจะได้ไม่สร้างมลภาวะทางอารมณ์ให้นาน

ของยิ่งบูด ยิ่งเก็บนาน ฤทธานุภาพของมันก็จะทวีคูณขึ้นแน่ ใช่ป่าวว ช่ายยยย ความคิดบูดๆก็เหมือนกัน การแสดงออกของมัน คงไม่เป็นกลิ่น (ถ้าใช่ ก็จับอาบน้ำวะ 55) แต่เป็นการกกระทำ ที่อาจเป็นคำพูดบูดๆ ให้เคืองหู การกระทำบูดๆที่เคืองลูกตา ซึ่งมันไม่เพียงรบกวนการทำงานของอวัยวะนั้นๆเท่าันั้น แต่ยังลามไปถึงระบบประสาืทเลยทีเดียว (โอ้วว อาวุธทำลายประสาท)

หากกินนมบูด กะทิบูด ขนมบูด ร่างกายก็ขับออกมาด้วยการจู๊ดๆ ใช่ม๊ะ แต่ถ้าความคิดบูดละ สมองมันจู๊ดๆ ออกมาไงละ เออ จากที่สังเกตมา ถ้าปล่อยให้การกระทำบูดเท่าไหร่ แม้จะรู้สึกดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับบูดกว่าเดิมอีก การแสดงออกความบูดจึงไม่ใช่ทางออก เนอะ

ส่วนตัวคงต้องเอาไอ้ความคิดบูดๆ ไปโยนทิ้งซะ สมองมีพื้นที่เก็บข้อมูลมหาศาล ถ้าเปรียบสมองเป็นเหมือนเมือง สมองก็น่าจะมีการแบ่งสัดส่วนสำหรับความคิดต่างๆ และคงมีที่นึงกว้างกว่าที่ทิ้งขยะสำหรับเมืองหลวงที่คอยเก็บความคิดบูดๆเอาไว้แน่ๆ  แต่บางครั้งก็ลมมรสุมพัดเอาของบูดๆเสียๆ กลับมาตกลงในหัวอีก ถ้าผมไม่รีบเอาไอ้ของเน่าๆนี้ไปทิ้งซะ ซักพักทั้งเมืองแห่งคิดก็จะเต็มไปด้วยความคิดบูดๆแน่นอน

เพราะฉะนั้นขยะในมือท่าน ลงถึงเถอะครับ ช่วยกันแยกขยะ ลดมลภาวะ ช่วยโลกร้อนด้วยนะ จะบอกให้

Blog EntryPersonality test ๑^___^๑Nov 23, '07 9:37 PM
for everyone

Thanks to http://walkingbymyself.multiply.com/journal/item/9/Personality_Test_-_Quite_accurate_for_me?replies_read=1 

I'd found a very interesting site.

http://www.quizbox.com/personality/test82.aspx

I really like personality test. hee hee. Let's see what i really am.

Get to know yourself better

Your view on yourself:

You are intelligent, honest and sweet. You are friendly to everybody and don't like conflict. Because you're so cheerful and fun people are naturally attracted to you and like to talk to you.

The type of girlfriend/boyfriend you are looking for:

You are a true romantic. When you are in love, you will do anything and everything to keep your love true.

Your readiness to commit to a relationship:

You are ready to commit as soon as you meet the right person. And you believe you will pretty much know as soon as you might that person.

The seriousness of your love:

You like to flirt and behave seductively. The opposite sex finds this very attractive, and that's why you'll always have admirers hanging off your arms. But how serious are you about choosing someone to be in a relationship with?

Your views on education

Education is very important in life. You want to study hard and learn as much as you can.

The right job for you:

You have plenty of dream jobs but have little chance of doing any of them if you don't focus on something in particular. You need to choose something and go for it to be happy and achieve success.

How do you view success:

You are confident that you will be successful in your chosen career and nothing will stop you from trying.

What are you most afraid of:

You are afraid of having no one to rely on in times of trouble. You don't ever want to be unable to take care of yourself. Independence is important to you.

Who is your true self:

You are mature, reasonable, honest and give good advice. People ask for your comments on all sorts of different issues. Sometimes you might find yourself in a dilemma when trapped with a problem, which your heart rather than your head needs to solve.



ไปลองดู เป็นโฆษณาที่ง่ายๆ ตรงตัว แล้วเจ๋งงงงงงง

Blog Entryเชื่อNov 19, '07 10:51 PM
for everyone
หลายๆครั้งที่มีถามว่า คิดยังไงถึงทำแบบนี้ นี่นายจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ทุ่มไปขนาดนี้บ้ารึเปล่า มันคุ้มแล้วเหรอ สำหรับสิ่งที่ผมได้เลือกและทำไป แน่นอนว่าเขาคงไม่ได้เข้าใจถึงสิ่งที่ผมมอง สิ่งที่เลือกทำ และสาเหตุของความมั่นใจที่ผลักดันให้ผมกระทำเช่นนั้น

 

แน่นอนที่คนเรามักเลือกสิ่งที่ “มองเห็นได้” เป็นอันดับแรก แล้วมักปฏิเสธสิ่งที่มองไม่เห็น โดยที่ยังไม่ได้แม้จะเปิดโอกาสที่จะค้นหามันด้วยซ้ำ ความมั่นใจที่ผลักดันชีวิตผมอยู่ มันก็ไม่ได้มองเห็นด้วยตาเปล่าเช่นนั้น หากต้องการหาสิ่งที่จะพิสูจน์ว่าผมมั่นใจอะไร ก็คงต้องดูจากสิ่งที่ผมเลือกกระทำ และสิ่งที่ผมตัดสินใจทุ่มเทชีวิตลงไปดู

 

เพราะถ้าผมมั่นใจ แต่สิ่งที่ผมมั่นใจนั้น ไม่สามารถมองเห็นในขณะเวลาปัจจุบัน หรือคนอื่นไม่ได้มองเห็นอย่างที่ผมเห็น ผมก็ต้องเลือกที่จะยืนขึ้นแล้วใช้ตัวเองเป็นเครื่องพิสูจน์สิ่งที่ผมมั่นใจนั่นเอง ว่าสิ่งที่ผมเชื่อ และผลักดันให้ผมดำเนินไป แม้ในปัจจุบันนี้ ยังไม่สามารถมองเห็นได้ หรือยังไม่เห็นว่าเป็นอย่างไรนั้น กำลังมีอยู่จริงและทำงานอยู่ภายในผม

 

มันเป็นมากกว่าความเพ้อฝัน หรือความอยากชั่วครู่ชั่วยาม แต่มันเป็นความมั่นใจที่หนักแน่น เป็นชีวิตที่อยู่ภายใน เป็นตัวตนที่ไม่มีใครมองเห็นจนกว่าคนนั้นจะได้ลองค้นหาดู ผมเลือกที่จะเชื่อ แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นด้วย และผมจะไม่ยอมให้สิ่งที่ผมเชื่อมั่นนั้น เป็นเปล่าไป เพราะผมมั่นใจว่า ทางที่ผมกำลังเดินไปอยู่นั้น มันเป็นจริง และมันแน่นอนที่จุดหมาย ไม่ใช่ที่เส้นทางในการเดิน แต่ผมมั่นใจในจุดหมายที่กำลังจะไป มันอาจไม่ง่ายที่จะทำให้จุดหมายนั้นปรากฏขึ้นมา แต่มองที่ผม ที่กำลังเดินไปตามทาง เพื่อไปให้ถึงจุดหมาย แล้วก็จะเห็นเองว่าทางที่ผมเลือกมันมีอยู่จริง

 

คงไม่จำเป็นต้องให้ทางปรากฏชัดแล้ว ผมถึงจะเดิน แต่ผมเลือกแล้วที่จะเดิน เพียงแค่เป็นจุดหมาย แม้มันจะยาก มันไม่ง่าย แต่ขอให้ไปถึงจุดหมาย ผมก็จะไป คนรอบข้างไม่สามารถทำให้ผมเดิน หรือไม่เดิน เพราะขาที่มีอยู่อาจจะถูกมัด ล่าม พันธนาการไม่ให้ไป แต่ไม่มีใครมามัด ล่าม พันธนาการใจของผม ไม่ให้เดินไปต่อได้

 

ผมเลือกเกิดไม่ได้ แต่ผมเลือกหนทางที่ผมจะเดินไปได้ เพราะชีวิตไม่ได้ถูกกำหนด โดยคนรอบข้าง ทุกการกระทำ ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ผมเลือกที่จะ “กระทำ” ด้วย “ตัวผมเอง” อยู่แล้ว แม้คนที่มองไม่มั่นใจ แต่ความไม่มั่นใจของเขาจะไม่ทำให้ ตัวผม สั่นคลอนจากสิ่งที่ผมมั่นใจและแน่ใจ นอกเสียจาก ผมจะ แม้คนที่มองไม่มั่นใจ แต่ความไม่มั่นใจจะไม่ทำให้ “ตัวผม”“ทิ้ง” มันไปเสียเอง

 

อย่าทิ้งซึ่งความฝัน             แม้ว่ามันจะไม่ง่าย

เดินทางอาจเดียวดาย         แต่บั้นปลายเป็นของเรา

คนมองว่าเราโง่                 อย่าโมโหมุมมองเขา

ลึกลึกในใจเรา                   มองอย่างเขาไปหรือยัง

อย่าทิ้งซึ่งความเพียร          ดุจไส้เทียนแห่งความหวัง

ความเชื่อดุจกำลัง              เติมความหวังดุจสุมไฟ

เสริมเพิ่มเติมความรัก        แล้วทางจักสว่างใส

แม้ทางอาจยาวไกล            มันก็ไม่เกินใจเรา


โอกาส และการพลาดโอกาส

 

โอกาส

คือทุกสิ่งที่อยู่รอบเรา

ไม่ใช่ ดวง

ไม่ใช่ โชค

แต่คือสิ่งที่เรามีอยู่

เพียงแต่ต้องหามัน

ต้องเห็นมัน

ต้องเชื่อว่ามันเป็นไปได้

และต้องไม่ย่อท้อกับเวลาที่ยังไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น

โอกาสต้องสร้างมันขึ้นมา

ต้องลงแรง

การลงแรง ไม่สบายแน่นอน

เหมือนกับการเกษตร

ต้องเตรียมติน

เตรียมเมล็ด

ต้องออกแรง ลงทุนไถเตรียมดิน

หว่านเมล็ด

รดน้ำ

คอยดูแลทุกวัน

เพื่อรอคอยผล

ซึ่งมันไม่ได้เกิดในสองวันหลังจากการหว่าน

มันไม่เหมือนถั่วของแจ๊คผู้ฆ่ายักษ์

โอกาสไม่ค่อยให้เราได้ดั่งใจหรอก

เพราะเราต้องคอยระแวดระวังสิ่งรอบข้าง เพื่อจะได้ โอกาสมาเป็นของเรา

แต่มันก็คุ้มค่าการรอคอยเสมอ

 

การพลาดโอกาส

ใช่ว่าการทำแล้วไม่สำเร็จ

ไม่ได้หมายถึง การกะจังหวะผิด

เพราะการกะจังหวะผิด ก็นับเป็นโอกาสได้

เป็นโอกาสเรียนรู้ ในการขยับครั้งต่อไป

แต่การพลาด คือ การคิด แต่ไม่ทำ

ไม่ทำ เพราะไม่รู้ ไม่กล้า หรือ อะไรก็ตาม แต่ก็คือ ไม่ได้ทำ

ไม่ได้ทำ คือ ไม่ได้ลงแรง

ไม่ได้ลงแรง ก็ไม่ได้ใช้ สิ่งที่มีอยู่

ไม่ได้ใช้สิ่งที่มีอยู่ ก็พลาดการสร้างโอกาสให้ตัวเอง

ไม่เรียนรู้ ก็เป็นการพลาดโอกาส

พลาดที่จะพัฒนาตัวเอง

พลาดที่ก้าวหน้าไปอีกก้าว

พลาดที่จะเติบโตขึ้น

เติบโตในด้านมุมมอง ความคิด การตัดสินใจ

มันก็คือ การพลาดโอกาส เพียงแต่จะเห็นว่ามันคือโอกาสหรือไม่ก็เท่านั้น

การโทษโชค โทษดวง ก็เป็นการเสียโอกาส

เพราะระหว่างที่เรากล่าวโทษมันอยู่ เราก็เสียเวลา

เวลาก็เป็นโอกาสที่เราจะใช้เพื่อสร้างโอกาสอีกที

หากมามัวแต่ต่อว่าสิ่งที่เรามองไม่เห็น

แล้วไม่มองตัวเอง ไม่ปรับปรุงตัวเอง

มันก็เดินวนไปเหมือนเดิมอยู่ร่ำไป

ก็เสียโอกาสอีก

 

เรามีโอกาส ที่จะ เสียโอกาสมากมาย

แต่เราก็มีโอกาส ที่จะ ได้โอกาสมากมายเช่นกัน

มันขึ้น ทัศนคติหรือ Attitude ต่อสิ่งรอบข้างของเรา

หากเรามองว่ามันเป็นไปได้ มันก็ไปได้

แต่หากเราบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้

เราเตรียมแพ้ ตั้งแต่ยังไม่ได้ชกแล้ว

 

ดังนั้น มาบอกวินาทีต่อไปด้วยกันว่า โอกาสมาแล้ว และมันเป็นของผม/ฉัน/เรา


     เวลาเป็นเรื่องที่แปลกนัก เราคงได้ยินคำว่า เวลาติดปีกบิน (Time flies)” หรืออะไรประมาณนี้บ่อยๆ แต่ทำไม หลายๆครั้งเรากลับบอกว่า เวลามันผ่านไปช้าจังเลย ไม่ก็ เมื่อไหร่จะหมดวัน เมื่อไหร่จะถึงวันเสาร์ เมื่อไหร่จะได้หยุด อะไรก็ว่ากันไป แต่เมื่อหมดวันแล้ว เมื่อเราย้อนระลึกความหลัง เมื่อมีงานเร่งด่วนเข้ามา เราก็มักต้องสบถว่า เฮ้ย นั่นยังไม่ได้ทำ, น่าจะทำอันนี้ด้วยนะ, อยากได้อีกซัก 2 ชั่วโมงเจรงๆ

 

     คำพูดเหล่านี้ เป็นคำที่คุ้นหูกันตั้งแต่สมัยเด็กๆแล้วเนอะ พอตอนเป็นเด็กเราก็มักจะบอกว่า ขี้เกียจไปเรียนหนังสือ อยากโตไวๆ จะได้ไม่ต้องไปเรียน แต่เมื่อเราโตขึ้น เรียนสูงขึ้น พอเราเห็นเด็กๆมันเล่นสนุกสนาน ก็คิดในใจว่า อยากกลับเป็นเด็กชะมัด เป็นเด็กมันสบายดีเนอะ

 

     คนเราเป็นพวกใจเร็วนะผมว่า ตั้งแต่เด็กๆ เราคงเคยได้ยินโฆษณาที่บอกว่า ฮิตาชิ เปิดปุ๊บติดปั๊บ ตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว ที่ทีวีต้องใช้เวลาในการอุ่นเครื่อง ก่อนภาพจะติด แสดงให้เห็นความคนต้องการอะไรที่ทันใจ ยิ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยนี้ที่อยากได้อะไรก็ได้ ทุกอย่างจะต้องเร็วขึ้น ไวขึ้น เป็นอย่างที่เราคิดมากขึ้น สื่อต่างๆ ที่พยายามผลักดันสินค้า และบริการของตนให้ตรงตามความพอใจของผู้บริโภคมากขึ้นและมากขึ้น จนผมว่ามันทำให้เราคิดเหมาเอาว่า อยากได้อะไรแล้วต้องได้!?!?

 

     น่าแปลกที่ยุคนี้ เป็นยุคที่สื่อมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ที่เราอาจเรียกว่าเป็นยุคบริโภคนิยมไปแล้ว แต่การบริโภคเหล่านั้น กลับไม่ได้เติมเต็มความพึงพอใจของผู้บริโภคเลยแม้แต่น้อย จะเห็นได้จาก อัตราการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จนข่าวการฆ่าตัวตายกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว!?!? หรือไม่ก็จะสังเกตได้จากอาการหนึ่งที่เมื่อสิบปีที่แล้ว เราจะไม่ค่อยได้ยินคำนี้เท่าไหร่ ซึมเศร้า แต่ปัจจุบัน คำนี้กลายเป็นคำฮิตติดปากของแพทย์ไปแล้ว!?!?

 

      ผมเจ็บหลัง หมอก็ให้ยาต้านซึมเศร้า คนฆ่าตัวตาย หมอก็บอกว่ามาน่าจะมีสาเหตุจากโรคซึมเศร้า หลายๆอย่างก็มาจากซึมเศร้า ผมคิดว่าไอ้อาการซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด น่าจะมาจากลัทธิบริโภคนิยม ที่เน้นความพึงพอใจของคน เน้นที่การตอบสนองความพึงพอใจ ที่ส่งผลให้ผู้คนคาดหวังอะไรที่จะได้อย่างที่คิด หรือสั้นๆว่า ตามใจตัวเอง พอไม่ได้ก็ผิดหวัง พอผิดหวังก็เศร้า พอเศร้านานๆเข้า ก็มีอาการซึมพ่วงไป เลยกลายเป็นซึมเศร้าซะงั้นนั่น

 

     ไอ้เรื่องหลักการทางการแพทย์นะ ผมไม่รู้หรอก นี้เป็นความเห็นส่วนตัว เพราะผมเห็นว่าไอ้เรื่องการผลักดันความคิดบริโภคนิยมที่มุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของคน ทำให้ผู้บริโภคไม่ อดใจ ไม่ยับยั้งชั่งใจ เพราะมีของล่อตาล่อใจตลอดเวลา มีแต่ อยากได้ อยากได้ อยากได้ และอยากได้ ไม่อยากได้ ก็อยากเป็น พอไม่ได้ ไม่เป็น อย่างที่คิด ก็ผิดหวัง หรือแห้วนั่นแหละ กลายเป็นวงเวียนชีวิตในความอยากซะงั้น สังคมคนเศร้าเนอะ รู้จักอดใจ รอคอยหน่อย ก็ไม่เศร้าแล้ว เนอะ อิอิ


Blog EntryDay2 in ShantouNov 9, '07 10:35 AM
for everyone
     ขอขับกลอน บอกเล่า ซัวเถาต่อ     นานแล้วหนอ แล้วจา ไม่น่าสน

เริ่มด้วยเช้า เจ็ดโมง ย่านชุมชน           คนเดินวน สันสน ปนเปมา

เดินคลองถม ซัวเถา แถวคอนโด         ร้องโอ้โห ของแพง หลายหยวนหนา

แต่ต้องเจอ ท่านเจ๊ ต่อราคา                  ร้องไอ้หยา  หักหน้า ไปทุกราย

เราก็เดิน ดูดู ไม่เท่าไหร่                       ไม่ติดใจ ของที่นี่ เสียมากหลาย

ไม่เหมือนเจ๊ ต้องแวะ เกือบทุกราย      ยังมิวาย แอบบ่น ว่าของแพง

เราถ่ายภาพ ริมทาง ตามตลาด             ไม่สามารถ เก็บภาพ สวยรวยแสง

เป็นตากล้อง ฝึกหัด ทะมัดทะแมง       ต้องลงแรง มากมาย อีกหลายครา

กลับขึ้นไป กินข้าว แปดโมงได้            นั่งเรียงราย รายล้อม รอบกันหนา

เมื่อสายสาย ออกย้าย เคลื่อนที่มา          เจ๊กับข้าฯ เพื่อนเจ๊ ออกเดินไป

ผจญภัย เดินไป ในแดนถิ่น                   ลมพัดผิน ผ่านผิว ผมปลิวไหว

แดดแผดจ้า ไม่ร้อน จนเกินไป              สบายใจ สดชื่น รื่นอุรา

เพื่อนเจ๊อยาก จะได้ ซึ่งโบ๊ยเซียน          ด้วยความเพียร ลัดเลาะ เที่ยวเสาะหา

เจออยู่ร้าน งานปั้น สวยงามตา              แพงเป็นบ้า ตัวละพัน ฟันกันลง

ต้องตัดใจ เดินไกล ไปจากร้าน             ไม่อาจหาญ ทุ่มซื้อ กลัวเป็นผง

เจ๊พาเดิน ไปห้าง ด้วยจำนง                    เธอประสงค์ มากเรื่อง ซึ่งเครื่องครัว

ไปห้างลือ มีชื่อ เอ๊าะหยื่อม่า                  ไม่หรูหรา ตื่นตา  แถมชวนหัว

คงตกชั้น ห่างไทย หลายช่วงตัว             ต้องเกาหัว ว่าเดิน กันทำไม

เจ๊ก็เดิน เลือกของ ที่ปองหมาย               เพื่อนเจ๊กลาย เป็นเด็ก แปลกไฉน

ฉกจักรยาน แล้วปั่น ร่อนทั่วไป             ส่วนเราไซร้ เดินแกร่ว แห้วเป็นกำ

ซื้อของเสร็จ ก็กลับ มาคอนโด               ป้าบ่น โอ้ ที่แกซื้อ มันน่าขำ

ซื้อมาได้ เครื่องครัว หม้อความดัน         คราวก่อนซ้ำ ซื้อซ้อน ไปมากมาย

ส่วนเราไม่ ได้ซื้อ อะไรเลย                    ของที่เคย ปองหมาย อยู่ที่ไหน

กล้องเอ๋ยกล้อง มองหา อยู่หนใด            เจ้าอยู่ไหน ทำไม ไม่โผล่กาย

จบวันนี้ ด้วยเดิน ห้างจนเมื่อย                อยากจะเลื้อย นอนกอง แล้วตื่นสาย

แต่อึดอัด อยากเก็บภาพ อย่างมากมาย    ต้องเก็บกาย พักแรง แล้วเตรียมตัว

------------------------------ ชัย ชาวเกาะ: ผจญภัยในซัวเถา วันที่ 2  ------------------------------

Blog Entryของแบบนี้ต้องลองNov 6, '07 10:35 AM
for everyone
ช่วงนี้คงจะร่ายกลอนเฉพาะชุดเที่ยวซัวเถาแล้ว ไม่งั้นหมดเวลากันการคิดสัมผัสแน่ๆ 55 แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นที่จะพูด

วันนี้ไปลองใช้งาน 40D กับ EF 17-85mm f4-6.5 มาแล้ว แต่ยังไม่ค่อยได้เล่นอะไรมากนัก รู้แค่ว่า มันหนักเอาเรื่อง ถือมือเดียวไม่อยู่จริงๆ สภาพร่างกายตอนนี้ ยังไม่พร้อมรับน้ำหนักขนาดนั้นเลย เพราะแค่ body 40D ก็หนักอยู่แล้ว เมื่อบวกกับ ไอ้เจ้า EF 17-85mm f4-6.5 มันก็หนักไปกันใหญ่ ไม่อยากคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็น SIGMA 18-200mm f3.5-6.3 DC OS (ตัวที่เล็งไว้) มันคงจะหนักยิ่งกว่านี้

เลยต้องไปขอลอง D80 กับ AF-S DX 18- 135mm f3.5-6.5 IF-ED แม้ว่าจริงๆอยากได้ D200 กับ AF-S DX VR 18-200mm f3.5-5.6G IF-ED ก็เถอะ (แต่มันเงินงบจริงๆ เฉียดแสน - -') คงต้องไปลองอาิทิตย์หน้าแล้ว อาทิตย์นี้ หาหมอทั้งอาทิตย์ ดีที่ไปแร่ดก่อน ไม่งั้นต้องซึมเซ็งเป็นแน่แท้ 555

Blog EntryพะเลียNov 4, '07 8:03 AM
for everyone

     ตื่นแต่เช้า เกือบสาย ปลายเจ็ดโมง       ตื่นมาโหวง เหวงเหวง เอนเอนไหว

เหนื่อยมากมาย เมื่อวาน ดันเดินไกล        เลยทำให้ วันนี้ มีความเพลีย

อยากจะเล่า บอกความ เมื่อวานหน่อย      แบบอยากฝอย อัดอั้น แล้วจะเสีย

คือชวนแม่ เดินห้าง ไฮโซเชีย(ว)              ก็ห้างเนียะ เอสพลานาด เป็นนามมัน

แต่เดินไป หวั่นใจ มันผิดคาด                   ว่างประหลาด แถมของแพง อย่างมหันต์

เลยเดินเดิน เล่นๆ ตอนกลางวัน                กะเดินกัน วนเที่ยว ทั่วห้างไป

ขึ้นชั้นสาม แม่ก็ ขอหยุดพัก                      หาน้ำวัก ล้างหน้า ให้สดใส

แล้วผมขอ เดินต่อ จะไปไหม                    แม่บอกไม่ ขอพัก หยุดจากเดิน

ผมกับน้อง เลยเข้า B2S                     สาระเด็ด มากมาย น่าสรรเสริญ (คือ ปลื้มมาก)

เปิดดูเพลิด เพลินมัน กันเหลือเกิน            เวลาเหิน ติดปีก บินผ่านไป

แล้วลงไป ซื้อของ กันที่ Tops              ร้านสุดป๊อป ของแม่ ใช่อื่นไหน

พอซื้อเสร็จ ก็กลับ บ้านกันไป                   เวลาใช้ 3ชั่วโมง หมดแล้วนา

ออ ลืมบอก ว่าตอน นั่งรถมา                      เจอกลุ่มฝา- หรั่งใหญ่ใหญ่ เลยหนา

หลายสิบคน มาทัวร์ ของใครหว่า              มีไกด์ มารับไป ห้างด้วยกัน

เดินเข้าห้าง ข้างใน เลยได้รู้                       กลุ่มนั้นหรู นักแสดง กันทั้งนั้น

ละคร Catz ที่เปิดรอบ ในเร็ววัน              ส่วนรูปนั้น ไม่ได้ดี มีแต่เบลอ (อัปไปแล้ว)

กลับเข้าเรื่อง นี่แหละ ทำให้เหนื่อย           ตื่นมาเมื่อย เหมือนเปื่อย เลยละเหนอ

แต่ลุกมา อาบน้ำ แล้วหายเบลอ                 ไม่ให้เผลอ ย่างเท้า ก้าวเดินทาง

ขึ้นรถบึ่ง บึ่งไป พระราม 2                        ที่หมายปอง เอาไว้ ไม่โดนขวาง

แต่ถึงที่ พลิกผัน เหมือนสับราง                 อยู่ผิดทาง ผิดที่ ซะนี่ไป

คือ เพื่อนไป รวมกัน ที่ท่าพระ                  แต่คงกะ ว่าผม คงเข้าใจ

เลยบอก แค่เวลา ให้เอาไว้                          เลยออกไป เจออีกกลุ่ม อุ๊มบาบา (บรรยายไม่ถูก 55+)

ไม่เป็นไร ยังไง พระเจ้าเดียว                      อย่าเสียเที่ยว คิดมาก ไปเลยหนา

เป็นความเปิ่น ของเรา ด้วยละว้า                ไปคิดว่า พระราม 2 ปองในใจ

พอครบขั้น กระบวนความ ทั้งหลายแหล่  โทรบอกแม่ จะออก แล้วใช่ไหม

ขอกดเงินซักหน่อย แล้วค่อยไป                 แล้วออกไป หาดู ตู้กดเงิน

กินข้าวเสร็จ เพื่อนโทร มาถามไถ่              นัดแนะ ไปร่วมงาน สรรเสริญ

พีโอพี (POP) ครั้งที่ 5 เพื่อนขอเชิญ        ผมล้าเกิน บอกว่า คงไม่ไป

เพื่อนเลย ขอบัตร ที่อยู่ตัว                           จะมอบตั๋ว ผมถาม ว่าที่ไหน

เพื่อนบอกว่า ท่าพระ วิบูลย์ฯไง                  อื้อหือ ใจ มันอยาก ส่งผ่านเมล์

โอเคได้ นั่งรถไปท่าพระ                            ทางขรุขระ นิดหน่อย ร่างไม่เหลว

รถขับได้ ว่องไว วิ่งไม่เลว                          แขนขาเอวคอหลังยังอยู่ดี

เอาบัตรให้ เสร็จถ่อ ต่อกลับบ้าน                ใกล้วิมานโทรหาแม่ อยู่จั๋งสี

อันตัวข้อย นั้นใกล้ บ้านเต็มที                     แม่บอกดี เจออีกที ที่ดิโอลด์

ร่างแสนเหนื่อย เมื่อยล้า เต็มขนาด              ก็อุตส่าห์ เดินไป ด้วยน้ำโห

มันค่อยค่อย ปุดเดือด เกือบใหญ่โต             มันไม่โก้ ไม่เก๋า เอาเท่าไร

เลยเดินหา ของกิน ให้หายเครียด            แม้อยากเหยียด ยืดยาว สลบไสล

มันไม่งาม ต้องอดทน ด้วยเข้าใจ             เลยเดินไป ซื้อไอติม มาถ้วยโต

แม่ซื้อของ แล้วไป ที่บ้านป้า                    จบโอภา แล้วมา เล็ท สะ โก

นอนสลบ พักสนิท ไปนานโข                 ไม่ต้องโม้ วูบนี้ มีสบาย

ตื่นเพราะโดน เรียกตัว ไปทานข้าว           เอ๊ะ เอ่ อ่าว กินข้าว นี่ตอนหนาย

มองเวลา สี่โมง กว่าแล้วงาย                      นอนหลับไหล ผ่านไป สองชั่วโมง (เศษๆ)

กินข้าวเสร็จ รีบแวะ ไปเก็บภาพ              ทั้งแนวราบ แนวตั้ง เป็นขโยง

ไม้ได้ดู เวลา ว่ากี่โมง                                ดูแนวโค้ง แดดอ่อน เลยผ่อนมือ

กลับขึ้นมา ได้หน่อย แม่ก็มา                    ได้เวลา กลับบ้าน กันมั้ย หือ?

เพราะแดดร่ม ลมตก เราก็อือ                     จัดของถือ แบ่งกัน กลับบ้านเอย

-------------------- ชัย ชาวเกาะ: เฮฮา วันอาทิตย์ --------------------


     อันตัวฉันนั้นบ้ากว่าที่คิด    ทุ่มสุดจิตไม่คิดถึงเบื้องหลัง
ไม่ค่อยคิดมองไกลอีกไม่ฟัง        ไม่มียั้งเมื่อชอบก็ทุ่มเท
อีกคาดหวังรุนแรงเกินขนาด      ก็แม้นมาตรสั่งไปแล้วไม่เป๋
หากผิดหวังมักร้องออกโยเย       จึงหมิ่นเหม่ ผิดหวังเสียทุกครา
ขอบคุณฝันวันนี้ที่ฉันเห็น         บอกฉันเป็นเช่นไรใช่แล้วหนา
หากคลั่งแล้วก็ไม่คิดแม้วางตา      นี่แหละหนาถึงพาตัวอับจน
มองอีกมุมก็ดีมิใช่น้อย             เป็นคนคอยไม่ย่อท้อกันสักหน
หากรักแล้วมุ่งมั่นอุทิศตน         แม้อาจบ่นแต่ยังคงอดทนรอ
มองกลับกัน อื้ม ฉันก็น่ากลัว     แค้นฝังหัวไม่ลืมเลือนเลยหนอ
แม้เวลาผ่านไปภาพค้างจอ          ขึ้นหิ้งรอหนักหัวจนปวดคอ
นี่คงเป็นสาเหตุฉันเครียดง่าย       ไม่ค่อยคลายวางเหตุกันเลยหนอ
แต่รู้แล้วจัดการไม่รีรอ              หายเมื่อยคอเมื่อยหลังกันเสียที
--------------------ชัย ชาวเกาะ: ทำนายฝัน--------------------

Blog EntryDay1 to Shantou Part2 (ตอนจบ)Oct 31, '07 10:55 PM
for everyone

      เข้าที่พักเก็บของพักหย่อนใจ       ห้าโมงใกล้ป้าไล่ไปหาของ

มากินแก้หิวหายสบายท้อง                   เลยต้องย่องตามเจ๊เป็นเพื่อนกัน

เดินออกมาเห็นคนเดินพลุกพล่าน        จักรยานและรถเครื่องวิ่งหุนหัน

ทำทางขึ้นตรงฟุตบาทยิ่งแข่งกัน            ไอ้ตัวฉันเกือบโดนแมงไซชน

ทางที่นี่เขาทำแสนประหลาด                  ที่ฟุตบาทมีรถจอดให้ฉงน

จักรยานมอเตอร์ไซค์และฝูงชน             ดูสับสนปะปนกันวุ่นวาย

เราก็มองมองไปเห็นมันแปลก                ยืนตรงแยกหยึบกล้องขึ้นส่องฉาย

ไม่ทันดูว่าทางอันตราย                           เกือบได้อายเจ็บกายที่ข้างทาง

มองขึ้นบนเห็นเสาไฟดูเก่าแก่               ขาดดูแลแน่แท้ไม่สะสาง

สนิทเขรอะเกรอะกรังทั้งตู้ตาง               หม้อแปลงปางใหม่สุดดุจขุดเจอ

แล้วเจ๊ก็ไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้                      บอกว่าใช่ร้านนี้กินแล้วเหวอ

อร่อยแท้แน่เชียวนะน้องเออ                  รับรองเธอต้องขอต่ออีกชาม

เสร็จแล้วเดินกลับขึ้นไปคอนโด           เปิดหม้อโตหนักอึ้งด้วยคำถาม

ทำไมมันขาวล้วนดูชวนจาม                  มีควันลามลอยฟุ้งกรุ่นกรุ่นไป

แต่กลิ่นหอมดอมดมน่ากินดี                 เห็นแต่มีเส้นเยอะเครื่องอยู่ไหน

แถมน้ำแกงมันเยิ้มน่าตกใจ                   นี่อะไรน้ำมันหกตกน้ำแกง??

กินกินไปก็อร่อยไม่น้อยเลย                 ต้องเสวยเพิ่มต่อไม่มีแหยง

ปากมันแผล่บเหมือนซัดชามน้ำแกง     ได้เสริมแรงด้วยก๋วยเตี๋ยวมันชามโต

เสร็จแล้วไปนั่งพักดูทีวี                         อะไรนี่ตูนั่งดูละเซ็งโจ๋

มีแต่จีนล้วนล้วนไม่ได้โชว์                   มานั่งโง่ข้างหน้าจอทีวี

ทนไม่ไหวเลยขอไปเดินเล่น                ตอนยามเย็นพลบค่ำชมแสงสี

แต่เจ๊ห้ามปรามไว้ด้วยไมตรี               เราเด็กดีเลยนั่งกลิ้งอยู่ริมจอ

ซักสี่ทุ่มก็ไปจะอาบน้ำ                   น้ำร้อนตามจึงอาบได้ไม่มีหงอ

กลัวอากาศเย็นเย็นหนาวถึงคอ           ถ้าไม่รอแน่ชัวร์ตัวหวัดกิน

เปิดเครื่องทำน้ำร้อนด้วยใจเต้น          ไม่เคยเห็นเครื่องแก๊ซรุ่นยุคหิน

เครื่องเก่าแก่สิบเอ็ดปีไม่เคยชิน           ต้องโดดดิ้นโดนลวกไปหลายที

เสร็จก็เข้าที่นอนพักผ่อนกาย               ให้หย่อนคลายหายเมื่อยแล้วพรุ่งนี้

จะเก็บรุปให้สมสใจซักที                    จบวันนี้ด้วยพักผ่อนนอนหลับแล

------------------------------จบหนึ่งวัน------------------------------


Blog EntryDiary Day1 to Shantou Part1Oct 30, '07 12:20 PM
for everyone

     ตื่นยามเช้าเดินทางไปสวนลุม    มองหามุมถ่ายรูปสักหน่อยหนา
ได้แป๊บเดียวไม่ถึงเจ็ดโมงกว่า          ต้องรีบมาบ้านเจ๊ในทันควัน
ป้ากลัวเจ๊ออกสายแล้วตกเครื่อง       ป้าแกเคืองรีบไล่อย่างหุนหัน
เพราะเพื่อนเจ๊มาสายอยู่ทุกวัน        ป้าเลยหมั่นไล่จี้ให้รีบมา
ถึงหนามบินตอนเก้าโมงกว่ากว่า      เราคิดว่าเก้าครึ่งก็ขึ้นฟ้า
พอดูบอร์ดสิบเอ็ดครึ่งจึ่งยาตรา        ในใจว่า แล้วจะลากมาทำไม
เดินเล่นเล่นผ่านชั่วโมงกว่า            เริ่มเมื่อยล้าพักกายาได้ที่ไหน
ที่นั่งเต็มกันหมดทุกที่ไป               เดินต่อไปสู้เขา เอ้า! อย่ากลัว
แล้วเจ๊ขอรถเข็นมาให้ป้า              เจ้าตัวว่าน่าอายมันเสียหัว
แต่เจ๊เราไม่สนเลยขอตัว               เข็